บรูไน ดารุสซาลาม : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ รัฐสมัยใหม่

บรูไน ดารุสซาลาม : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ รัฐสมัยใหม่

บรูไนดารุสซาลาม (นครแห่งสันติสุข) เป็นประเทศขนาดเล็ก เป็นรัฐอิสระที่มีรูปแบบการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากที่ได้รับเอกราชจากประเทศอังกฤษในปี 1984 สถาบันพระมหากษัตริย์ของบรูไนสามารถที่จะสร้างอำนาจทางการเมืองให้เข้มแข็ง เกือบเรียกได้ว่าไม่มีสิ่งใดมาท้าทายการควบคุมอำนาจของรัฐได้ อะไรเป็นสิ่งที่จะช่วยอธิบายความยั่งยืนของการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของบรูไน? บทความนี้ตั้งสมมติฐานว่า ความสำเร็จของราชวงศ์บรูไนในการรวมอำนาจศูนย์กลางไว้ที่องค์ที่สุลต่านขึ้นอยู่กับความสามารถในการได้มาซึ่งความชอบธรรมทางขนบธรรมเนียมดั้งเดิมและทางทางศาสนา นำไปสู่ความมีเสถียรภาพของระบบกษัตริย์ ตลอดจนความสามารถในการหลีกเลี่ยงความต้องการปฏิรูปการเมือง โดยการนำเอารายได้ของประเทศที่ได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ มามอบให้กับประชาชนในรูปสวัสดิภาพที่มีเม็ดเงินจำนวนมาก สุลต่านของบรูไนได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการปรับตัว และความยืดหยุ่นต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นในปัจจัน

ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์

เรื่องราวของเจ้าผู้ครองรัฐบรูไน (ยังดี เปอร์ตวน เนการ่า) เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์สุลต่านที่มีความยาวนานกว่า 600 ปี ซึ่งเจ้าผู้ครองรัฐ หรือ สุลต่านในปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชาธิบดีฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน วัดเดาเลาะห์ ทรงเป็นสุลต่านลำดับที่ 29 ประเทศบรูไนมีประชากรเพียงประมาณ 400,000 คน ประกอบด้วยเชื้อสายมาเลย์ร้อยละ 66 และมีลักษณะภูมิประเทศที่แบ่งออกเป็น 2 ส่วนที่ถูกล้อมรอบด้วยรัฐซาราวักของประเทศมาเลเซีย หลังจากที่สถาบันกษัตริย์ขึ้นถึงจุดสูงสุดของอำนาจในศตวรรษที่สิบหก ก็ตามด้วยจุดถดถอยลง และต่อมาในศตวรรษที่สิบเก้า อาณาเขตของบรูไนก็ลดน้อยลงเนื่องจากอิทธิผลของตระกูล เจ้าผู้ครองรัฐซาราวัก แต่การเข้ามาลักธิอาณานิคมอังกฤษในปี 1906 มีส่วนช่วยรักษาสถาบันกษัตริย์ของบรูไนไว้ ช่วงถึงช่วงปลายปี ค.ศ.1959 การนำเสนอการปกครองรูปบบใหม่ที่ให้อำนาจในการปกครองด้วยตัวเองแก่บรูไน มีส่วนในการฟื้นอำนาจทางการเมืองของสุลต่าน

รัฐธรรมนูญใหม่ที่ประกาศใช้ในปี 1959 ระบุไว้ถึงสภานิติบัญญัติที่สมาชิกส่วนหนึ่งมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรค Brunei Rakyat Party (PRB) ก็ได้รับเลือกตั้งเข้ามาทำงานในสภานิติบัญญัติแต่เพียงพรรคเดียว อย่างไรก็ตาม การต่อต้านด้วยอาวุธต่อการรวมตัวกับมาเลเซียในปี 1962 กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญที่ห้ามมิให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง การก่อจราจลที่เกิดขึ้นในปีนั้นได้ถูกปราบปรามโดยอังกฤษอย่างทันที นับเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ทางการเมืองของบรูไน สะท้อนถึงความเปราะบางของระบบการเมืองภายใน ขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้สุลต่าน โอมา อาลี ไซฟัดดิน ที่ 3 ประกาศภาวะฉุกเฉิน และเลื่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไป รวมไปถึงให้ความชอบธรรมต่อสถาบันกษัตริย์ใมการปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกับมาเลเซีย เพื่อที่จะปฏิเสธที่อยู่ถูกกดดันจากอังกฤษในแก้ไขรัฐธรรมนูญ สุลต่านได้ทรงสละราชสมบัติให้พระราชโอรส พระนามว่า ฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ ขึ้นมาครองราชย์แทน อาจกล่าวไว้ว่า ระบบอาณานิคมของอังกฤษทำให้สถาบันกษัตริย์ที่มีความอ่อนแอและขาดเอกภาพได้ฟื้นตัวขึ้น เปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์ปรับตัวจวกลายมาเป็นระบบการปกครองแบบรวมอำนาจ

การสร้างรัฐดั้งเดิมในรูปแบบใหม่

นักวิชาการหลายๆท่านได้ตั้งคำถามถึงการดำรงอยู่ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นักทฤษฎีเรื่องความทันสมัย อย่างเช่น ฮันทิงตัน กล่าวว่า การปกครองโดยระบอบกษัตริย์นั้นไม่สามารถที่จะต้านทานหรือต่อสู้กับแรงกดดันจากการก้าวสู่ความเป็นสมัยใหม่ได้ ราชวงศ์ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ฮันทิงตันหรือนักวิชาการหลายๆท่านเรียกว่า “King’s dilemma” หรือทางสองแพ่งของกษัตริย์ กล่าวคือ ความทันสมัยได้ลดทอนอำนาจของกษัตริย์บังคับให้กษัตริย์จะต้องแบ่งปันอำนาจให้กับกลุ่มทางสังคมใหม่ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น กลุ่มคนเมืองชั้นกลางที่กำลังขยายตัว ตามทฤษฎีความทันสมัย กลุ่มคนชั้นกลางผลักดันเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตลอดจนการเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมืองมากขึ้น และนี่เองก็เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การล่มสลายของระบบกษัตริย์

อย่างไรก็ตามราชวงศ์ในประเทศแถบตะวันออกกลางและบรูไนเองสามารถที่จะหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตรงนี้ด้วยการพัฒนาตัวเองให้เป็นรัฐดั้งเดิมแบบใหม่ หรือ neo-traditional states สถาบันกษัตริย์ในประเทศเหล่านี้ยังคงไว้ซึ่งความเป็นอนุรักษ์นิยม มีลักษณะการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร และความเป็นเผด็จการที่ค่อนข้างสูงมาก โดยใช้รูปแบบการปกครองที่อ้างอิงกับหลักของศาสนา ประเพณี และวัฒนธรรม และเพื่อเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาวะทางสังคมและเศรฐกิจ การค้นหาความชอบธรรมยังรวมไปถึงนโยบายทางเศรฐกิจผ่านทางการมอบสวัสดิการ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชน

หลังจากที่ได้ประกาศเอกราชในปี 1984 ประเทศบรูไนได้เผชิญกับภาระที่หนักหน่วงในการสร้างสถาบันของประเทศ แม้ว่าสุลต่านจะมีอำนาจเด็ดขาด แต่ขณะเดียวกัน ก็เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาสถาบันทางการเมืองการปกครองอย่างแท้จริงที่จะเข้ามาช่วยตอบสนองต่อความต้องการในการบริการรัฐสมัยใหม่ รูปแบบของกระทรวงได้ถูกประกาศขึ้นในปี 1984 แต่สุลต่านก็ยังคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจโดยการกำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาเรื่องทางสองแพ่ง หรือ “king’s dilemma” สุลต่านได้รับเหล่าข้าราชการรุ่นใหม่ผู้มีการศึกษาสูงเข้ามาทำงานในรัฐบาล เพื่อที่จะช่วยลดความไม่พอใจที่อาจจะเกิดจากกลุ่มทางสังคมใหม่ๆ รวมถึงความสามารถในการลดการพึ่งพาผู้นำอื่นๆ ที่อยู่ในราชวงศ์ของสุลต่านเอง กลุ่มเทคโนแครดและผู้นำที่มีการศึกษาเหล่านี้ต่างได้รับตำแหน่งที่สำคัญๆในรัฐบาล พระราชโอรสของสุลต่าน พระนามว่า ฮาจิ อัล มุทะดี บิลลาห์ ได้รับการสถาปนาเป็นมกุฎราชกุมารแห่งบรูไนเมื่อปี 1998 ก็ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสในปี 2005 มกุฎราชกุมารแห่งบรูไนยังได้รับบทบาทที่สำคัญอื่นๆ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาด้วย อาทิ โดยประกอบพระกรณียกิจแทนองค์สุลต่าน เป็นประธานในสาณธารณะ ตลอดจนการต้อนรับแขกต่างประเทศเพื่อแสดงให้เห็นถึงความราบรื่นในช่วงของการส่งต่อพระราชอำนาจ ตั้งแต่ได้เป็นประเทศเอกราชเป็นต้นมา สุลต่านและราชวงศ์ผู้ใกล้ชิดก็ได้รวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง โดยไม่มีความพยายามที่จะพัฒนาเกี่ยวกับผู้แทนของรัฐบาลแต่อย่างใด

นอกเหนือจากการรับเอาผู้มีการศึกษาสูงมาอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร และตำแหน่งทางราชการของรัฐบาลแล้ว สุลต่านก็ได้รับความชื่นชมจากปราชาชนเป็นที่กว้างขวางโดยเฉพาะต่อแผนสวัสดิการต่างๆ เศรษฐกิจของบรูไนนั้นขึ้นอยู่กับทรัพยาการทางธรรมชาติ มากกว่าร้อยละ 90 ของรายได้จากการส่งออกมาจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน ซึ่งมากกว่าครึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั้งหมด รัฐบาลบรูไนกลายมาเป็นสถาบันที่มีการจ้างงานมากที่สุด ปัจจุบันมีการจ้างงานชาวบรูไนกว่าร้อยละ 25 และรัฐบาลก็ยังยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นเป็นอยู่ของประชาชนให้สูงยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ในประเทศต่อประชากร 1 คนอยู่ที่ 51,760 เหรียญสหรัฐ ซึ่งอยู่ในระดับสูงที่สุดเท่าๆ กับบางประเทศในเอเชีย อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ที่ร้อยละ 2.6 ในปี 2011 เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และไม่มีการเรียกเก็บภาษีบุคคลธรรมดา ความสามารถของสุลต่านในการจัดการแผนสวัสดิการเป็นปัจจัยที่นำมาซึ่งความชอบธรรมที่รัฐต้องการเป็นอย่างมาก ในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ปราศจากตัวแทนทางการเมือง และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

สภาพสังคมของบรูไนมีข้อจำกัดค่อนข้างสูง และยังมีการควบคุมสื่อ การกำหนดกฏระเบียบที่มีความฉึกเฉินจะได้รับการพิจารณาทุกๆสองปี ถึงแม้ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่เป็นภัยอันตรายเกิดขึ้นกับราชวงศ์ก็ตามตั้งแต่ปี 1962 สิ่งท้าทายใดๆ จะถูกตอบโต้ด้วยมาตรการที่เด็ดขาดและรวดเร็ว หนึ่งในพรรคการเมืองในยุคแรกๆ ได้แก่พรรคการเมือง Brunei National Democratic Party (BNDP) ซึ่งก่อตั้งในปี 1985 ภายใต้แกนนำของ อับดุล ลาทีฟ ชูชู ได้ถูกถอดถอนจากทะเบียนพรรคการเมืองในปี 1988 และนายอับดุลเองก็ถูกจับกุมตามประกาศสภาวะฉุกเฉิน เนื่องจากมีการเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน และการจัดให้มีการเลือกตั้ง ต่อมา มีพรรคการเมืองใหม่หลายๆ พรรคเกิดขึ้นแต่มีสมาชิกค่อนข้างน้อย ซึ่งพรรคการเมืองเหล่านี้ต่างเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ราชวงศ์ในที่สาธารณะ แม้ว่าจะไม่มีการแสดงออกทางการเมืองมากนัก พรรคการเมืองเหล่านี้ก็ยังคงถูกถอดถอนจากทะเบียนพรรคการเมือง โดยพรรคการเมืองเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ในบรูไนในปัจจุบันคือ National Development Party

ในขณะที่บรูไนกำลังเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 และค่อยๆ พัฒนามาเป็นชาติที่สมบูรณ์ ชาวบรูไนก็ยังคงคาดหวังถึง การจัดให้มีการเลือกตั้งและโอกาสที่จะได้มีส่วนร่วมทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2004 กลับยิ่งทำให้อำนาจสุลต่านเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าระบบเดิมที่เปิดโอกาสให้สภานิติบัญญัติบางส่วนมาจากการเลือกตั้งได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 2004 แต่สมาชิกทั้งหมดกลับได้รับการแต่งตั้ง ประกอบไปด้วย สุลต่าน พระเชษฐา (เจ้าชายมูฮัมหมัด โบลเกียห์) คณะรัฐมนตรี สมาชิกอาวุโสจากภาคเอกชน และตัวแทนจากที่มาจากหลายๆ เขต การฟื้นสภาพของสถานิติบัญญัติมีหน้าที่ในความเห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2004 รวมไปถึง การออกกฎหมายให้สุลต่านมีอำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ และการอยู่เหนือกฎหมายทั้งในเรื่องทางราชการและเรื่องส่วนตัว นอกจากนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เพื่อลดบทบาทของสภานิติบัญญัติ ถึงแม้ว่าจะกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ที่ผ่านมา สภาก็มักจะให้ประกอบไปด้วยสมาชิกที่ได้รับการแต่งตั้ง และมีการจัดประชุมสภาเพียงหนึ่งครั้งในเดือนมีนาคม เพื่อที่จะปรึกษาหารือเรื่องงบประมาณและปัญหาเกี่ยวกับการบริหารการปกครองที่เกี่ยวข้องกับประชาชน

ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 1959 สภามีบทบาทในการเป็นที่ปรึกษา และให้ความเห็นชอบก่อนที่จะมีการออกกฎหมายใดๆ แต่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในปี 2004 กลับไม่ได้ให้ความสำคัญในจุดนี้ ดูเหมือนว่า สภานิติบัญญัติจะเป็นเพียงแค่ “meaningless rubber stamp chamber” หรือ “ตรายางของสภาซึ่งไร้ความสำคัญ” แนวโน้มที่สมาชิกของสภาที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงในอนาคตนั้นดูเป็นไปได้ยาก เตย์กล่าวว่าว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2004 นี้ ทำให้ สุลต่านกลายมาเป็นรากฐานของระบบกฎหมายของบรูไน ฮอร์ตันกล่าวไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงถึงความปรารถนาที่จะห่อหุ้มประเทศไว้ด้วยประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ซึ่งไม่ได้มีการนำไปปฏิบัติให้เกิดขึ้นจริง

#PATANISOCIETY
#Wartani_NEWS
#POLITICS
#PATANI
—————————————————————
Let us be the witnesses for peace in PATANI // ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี // Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI

บรูไน ดารุสซาลาม : ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และ รัฐสมัยใหม่บรูไนดารุสซาลาม (นครแห่งสันติสุข) เป็นประเทศขนาดเล็ก เป็นร…

โพสต์โดย Wartani บน 17 สิงหาคม 2017

ที่มา: WARTANI

Related posts

Leave a Comment